The English Patient : ในความทรงจำ .. ความรักอยู่ได้ชั่วนิรันดร์
1.

Ralph Fiennes     เครื่องบินใบพัดปีก 2 ชั้นของอังกฤษบินผ่านทะเลทรายซาฮาร่าเหนือน่านฟ้าตูนิเซีย ย้อนรอยการเดินทัพของฝ่ายอักษะซึ่งกำลังล่าถอย พลันปืนต่อสู้อากาศยานของเยอรมันก็ระดมยิงสกัดกั้น เครื่องยนต์ตอนหน้าระเบิดเปลวไฟลุกลามมาถึงห้องนักบิน ชายผิวขาวพยายามดึงร่างหญิงผมบลอนด์ ซึ่งถูกห่มด้วยร่มชูชีพไหมออกมา นั่นทำให้ไฟไหม้หมวกหนังและครอกเขาทั้งตัว ก่อนเครื่องบินจะทิ่มหัวลงปักผืนทราย

     ชนเผ่าเบดูอินเร่ร่อนในแซนด์ซี พบเห็นเหตุการณ์จึงช่วยชีวิตชายผิวขาวเอาไว้ หรือเป็นเพราะวัตถุที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้าคือ ของขวัญพระเจ้าประทานให้ ซากเครื่องบินตก-รถถัง ข้าวของเครื่องใช้ทำจากเศษโลหะ  สลักเกลียวชิ้นเล็กชิ้นน้อยกลายเป็นอัญมณีมีค่ามากมาย

     ร่างไหม้เกรียมของชายผิวขาวถูกตรึงกับแคร่บนหลังอูฐ รอนแรมผ่านสถานที่ใดไม่ปรากฏเพราะมีใบกกปิดทับดวงตาเขาไว้ หลังจากผิวหน้าและทั่วร่างกายชโลมด้วยขี้ผึ้งน้ำมันแล้วพันผ้าทบ คนเจ็บได้กลิ่นโอเอซิส ของเหลวในอากาศ เสียงกรอบแกรบของสิ่งต่างๆ เสียงเคาะกระป๋องสังกะสีบรรจุน้ำเต็ม มีคนป้อนผลพลัมใส่ปากเขา

     หลายวันต่อมาแพทย์วานิช,เจ้าแห่งน้ำมัน เครื่องหอม และยาครอบจักรวาล ผู้มักหาบคานไม้แขวนขวดยาระโยงระยาง เดินทางปะปนกับกองคาราวานเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนเครื่องเทศกับน้ำ บังเอิญมาพบชนเผ่าเบดูอินจึงช่วยรักษาคนเจ็บที่ถูกไฟครอก หมอยาก้มลงสวดมนต์หมอบอยู่เหนือร่างเขา มือพลางดึงจุกเปิดขวดยาผสมขี้ผึ้งถูพอกผิวเนื้อเขียวคล้ำจากใบหน้าถึงชายโครง กระดูกนกยูงป่นคือยาสมานผิวหนังชั้นยอด

     เขาเดินทางผ่านหมู่บ้านหลายแห่ง ความรู้ของเขากระจายบอกต่อกันจากเผ่าสู่เผ่า ไม่ว่าเรื่องแผนที่เขตแดน อาวุธยุทโธปกรณ์ .. เขาสอนชาวอาหรับยิงปืน เสียงเปรี้ยงดังสะท้านขุนเขาตามมาด้วยเสียงโห่ร้องอึงคะนึงขานรับ เขารู้สึกเบิกบานใจที่ได้ตอบแทนบุญคุณผู้ช่วยชีวิต รอบตัวเขาเต็มไปด้วยภยันตราย ระหว่างทางเขาเฝ้ารอพวกนั้นขุดหาตาน้ำ หรือขุดหลุมทรายหากรุสมบัติใต้ดินเมืองลับแล

     ต่อมาพวกเบดูอินส่งตัวเขาให้กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรที่โอเอซิสซิวา ป้ายชื่อเขาถูกชาวอาหรับสักคนขโมย อาจจะนำไปขายต่อหรือประดับเป็นเครื่องรางชั้นดี ในบรรดานักบินเคราะห์ร้ายไม่มีรายใดรอดกลับมาพร้อมป้ายชื่อ

     วิลล่าทัสคานีตั้งอยู่บนเนินเขานอกเมืองฟลอเรนซ์ของอิตาลี เดิมเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายเยอรมันจัดให้ทหารกองพันเล็กๆซุกหัวนอน ห้องหับทาสีสวยแยกตามฤดูกาล ภายหลังฝ่ายสัมพันธมิตรยึดคืนจึงดัดแปลงเป็นโรงพยาบาลสนามรองรับคนเจ็บร่วมร้อย

     บรรยากาศโดยรอบสุดเลวร้าย มีวัวควายนอนตายเกลื่อน ม้าก็ถูกยิงตายและกินไปครึ่งตัว มีคนถูกจับแขวนคอห้อยหัวจากสะพาน กลิ่นศพคละคลุ้ง-เลือดกระเซ็นเปรอะพื้นและกอหญ้า สะท้อนภาพสงครามหฤโหด หน่วยกู้ระเบิดของทหารอังกฤษ-แคนาดาต้องคอยเคลียร์พื้นที่เนื่องจากตอนเยอรมันถอนทัพได้ฝังทุ่นระเบิดทิ้งไปทั่ว

Juliette Binoche     ฮาน่า,พยาบาลสาวลูกครึ่งฝรั่งเศส-อังกฤษวัย 20 ปี  จบวิทยาลัยพยาบาลในแคนาดา ก่อนถูกส่งตัวข้ามมหาสมุทรไปกับกองทหารราบแคนาดา หน่วยแรกที่รุกคืบเข้าไปในอิตาลี ช่วงยุทธภูมิเกาะซิซิลี ปี 1942 เธอประจำการอยู่โรงพยาบาลภาคสนาม ภายใต้บรรยากาศรบพุ่งดุเดือดเลือดพล่าน เสียงปืนฝ่ายสัมพันธมิตรระดมยิงข้าศึกทั้งวันทั้งคืน ผู้บาดเจ็บถูกหามเข้ามารักษามากมายก่ายกอง เธอทำงานหนัก 3 คืนแทบไม่ได้พักผ่อน ในที่สุดก็ล้มตัวลงนอนบนฟูกหลับรวดเดียว 12 ชม. โดยไม่แยแสว่ามีศพทหารนิรนามนอนเคียงข้าง

     เธอตื่นขึ้นมาหยิบกรรไกรตัดผมเผ้าตัวเองไม่เป็นรูปทรง ขอเพียงแต่หั่นสั้นไม่พะวงปลายเส้นผมจะสัมผัสเลือด จากบาดแผลคนเจ็บตอนเธอโน้มตัวลงปฏิบัติหน้าที่ ฮาน่าไม่เคยส่องกระจกอีกเลย เมื่อสภาวะสงครามตกอยู่ในความมืดมนอนธกาล ข่าวร้ายประดังเข้ามาว่าคนที่เธอเคยรู้จักหลายคนจากไปไม่หวนกลับ ฮาน่ายังคงดูแลทหารบาดเจ็บจากแนวหน้า ซับแขนชุ่มเลือดไหลไม่ยอมหยุด คีบสะเก็ดระเบิดนับไม่ถ้วน ขณะร่างกายเธอผ่ายผอม หิวโหย แต่ใบหน้าเธอกร้านแลดูแข็งแกร่งขึ้น
     บางครั้งรู้สึกเอือมระอาเมื่อป้อนอาหารคนเจ็บที่กินไม่ได้ หรือ กลืนไม่ลง ขนมปังหักป่น ซุปเย็นชืด ตัวเองกลับหิวแทบตาย เธอไม่ต้องการอาหารเอร็ดอร่อยเหลือเฟือ แค่ขนมปังและเนื้อพอยาไส้

     ฮาน่าเกิดความแปลกแยกเมื่อต้องนอนตามตึกโบราณหรือวัดวาอาราม ที่ใดก็ตามที่ถูกตั้งค่ายพยาบาลรักษาคนเจ็บรายทางขึ้นเหนือไปเรื่อยๆ เธอย่างกรายผ่านฤดูใบไม้ผลิ หนาว หรือ ร้อน ฤดูกาลคร่ำครึทำให้เธอแก่เร็วราวจมปลักในวังวนของสงครามชีวิต เธออยากเดินออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ ไร้กลิ่นศพ อาบแสงจันทร์ถึงแม้มันจะมาพร้อมพายุฝน

     โรงพยาบาลซานตาคิอาร่า เมืองปิซ่า ตั้งอยู่ในพื้นที่โบสถ์ มีพุ่มไม้ดัดที่พระคุณเจ้าบรรจงตัดแต่งกิ่งใบต่อเนื่องมานับพันปี บัดนี้ไม่คงสภาพรูปทรงของสำ่สัตว์ในแมกไม้ รูปปั้นหินอ่อนราชสีห์ยืนนิ่งอย่างเดียวดายเหนือเชิงเทินของวิหารดูโอโม่ และวิหารแคมโปซานโต มันแลดูสง่างามแม้ในความมืดปราศจากแสงไฟช่วงเคอร์ฟิว แพทย์และพยาบาลยังคงเข้าเวรยามดูแลผู้ป่วย ฮาน่าพยุงแขนคนเจ็บไปตามทางเดิน ช่วยซับเลือดจากบาดแผล พันผ้ากอช ฉีดยาหรือให้น้ำเกลือ หัวใจเธอสลายเมื่อเจ้าหน้าที่เดินมาตามช่องว่างระหว่างเตียงคนไข้เพื่อส่งจดหมายแจ้งข่าวว่าแพทริก,พ่อเธอเสียชีวิต เขาถูกฆ่าตายในฝรั่งเศส

     ฮาน่าพบคนไข้ชาวอังกฤษ ร่างเหมือนสัตว์ถูกเผา ผิวเนื้อตึงคล้ำ เขากลายเป็นคนไข้รายสุดท้ายของเธอเมื่อแยกตัวย้ายไปรักษาต่อที่วิลล่าซานจิโรลาโม่,สำนักนางชีเก่า ฮาน่าตั้งกฎไว้ 2-3 ข้อบังคับตัวเองคือ จะไม่ยอมอยู่ใต้คำสั่งของใครอีก หรือแบกรับภาระหน้าที่เพื่ออุดมการณ์อันสูงส่ง เธอรับผิดชอบเพียงคนไข้ที่ถูกไฟครอกนี้ พูดคุยหรืออ่านหนังสือให้เขาฟัง อาบน้ำและฉีดมอร์ฟีนให้ เธอใคร่อยากรู้ความลับที่เขาเก็บงำ ฉาบทับด้วยแนวคิดและคำพูดพริ้วไหวราวจังหวะวอลทซ์

     เมืองท่าอย่างซอร์เรนโต และมาริน่า ดิ ปิซ่า คลาคล่ำไปด้วยทหารอังกฤษ-อเมริกันรอเรือส่งกลับบ้าน ฮาน่าซักชุดเครื่องแบบตนเองพับคืนหน่วยพยาบาล เพื่อนๆเตือนเธอเรื่องทุ่นระเบิดยังไม่ได้เก็บกู้ อาจขาดแคลนอาหารและน้ำ เธอทำงานอยู่ในเรือกสวน แบกไม้กางเขนจากซากวิหารเอากระป๋องปลาซาร์ดีนเปล่ามาแขวนห้อยทำเป็นหุ่นไล่กาปักอยู่เหนือแปลงเกษตร ปัดกวาดพื้นที่บางส่วนของวิลล่าแล้วเผาขยะ เธอใช้ชีวิตดั่งคนจรจัด ส่วนคนไข้ชาวอังกฤษนอนพักผ่อนสบายอยู่บนเตียงดุจราชา

     เธอทราบว่าสงครามยังไม่สงบในสมรภูมิรบหลายแห่ง สงครามของเธอยุติ .. สงครามสำหรับที่นี่จบแล้ว

     อ้างอิง The English Patient ในความทรงจำ .. รักนั้นสถิตย์นิรันดร์ ไมเคิล ออนดาต์เจ-เขียน ธีระ จิรารัตน์-แปล ,บริษัท เธมส์ พับลิชชิ่ง จำกัด,พิมพ์ครั้งที่ 1 มีนาคม 2552

  
next chapter coming soon >>



chapters [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [ 4 ]  
Pirachan : พิรฌาน