ในทางทฤษฎีลัทธิมาร์กซมี 3 แหล่งที่มาจาก
1.ปรัชญาคลาสสิก-เยอรมัน
2.เศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิก-อังกฤษ
3.ลัทธิสังคมนิยมอุดมคติ-ฝรั่งเศส
ท่ามกลางปฏิบัติการต่อสู้ทางชนชั้น และ ตรรกะวิทยา มาร์กซ-เองเกลส์ ได้เปิดโลกทัศน์ของชนชั้นกรรมาชีพ รับเอาทฤษฎีเหล่านี้มาวิพากษ์ และ คิดนอกกรอบ-ปฏิวัติทางความคิด สร้างส่วนประกอบ 3 ส่วนของลัทธิมาร์กซขึ้นทั้งทาง นามธรรม และ รูปธรรม คือ ปรัชญา-เศรษฐศาสตร์การเมือง-พรรคคอมมิวนิสต์
ระบอบทุนนิยมได้เริ่มปรากฏในตอนปลายของศตวรรษที่ 16 เรียกขานว่า การปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดขึ้นในอังกฤษก่อนแพร่หลายไปสู่ฝรั่งเศส ทวีปอเมริกาเหนือ และ เยอรมัน ต้นศตวรรษที่ 19 มีการสร้างโรงงานที่ทำการผลิตด้วยเครื่องจักรกลขึ้นเป็นจำนวนมาก อุตสาหกรรมขยายตัวเติบใหญ่ และรวมศูนย์อย่างรวดเร็วขณะเดียวกันกับการสถาปนาชนชั้นกรรมาชีพ
ยิ่งระบอบทุนนิยมพัฒนาไปไกลกรรมกรก็ยิ่งทุกข์ยากแสนเข็ญ และถูกขูดรีดเอาเปรียบกินแรงหนักขึ้น ในปีคศ.1825 อังกฤษประสบวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นครั้งแรก จวบปีคศ.1837 วิกฤตดังกล่าวได้ขยายวงลุกลามไปทั่วโลก บรรดานายทุนต่างโยนความเสียหายทั้งหมดตกแก่กรรมกร
แรกทีเดียวผู้ใช้แรงงานยังไม่เข้าใจสาเหตุอันแท้จริงที่ก่อให้เกิดความยากจนข้นแค้น บางคนเข้าใจว่า เครื่องจักรกล นำภัยพิบัติมาให้เลยพากันทำลายเครื่องจักร และพังโรงงานเสีย ต่อมาพวกเขาจัดตั้งสมาคมกรรมกร ต่อสู้เรียกร้องสิทธิโดยเอกเทศไปเรื่อยๆก่อนพัฒนาไปสู่การต่อสู้ที่มีการ จัดตั้ง จากการต่อสู้กับระบบเศรษฐกิจล้วนๆกระทบชิ่งไปถึงการเมือง จากการทำลายเครื่องจักร ลุกฮือถึงขั้นจับอาวุธโค่นล้มชนชั้นนายทุน
ในปีคศ.1831-1834 กรรมกรเมืองเลออง-ฝรั่งเศสก่อจราจลฮึดสู้ด้วยกำลังอาวุธ 2 ครั้ง
คศ.1836-1846 กรรมกรอังกฤษเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญ สิทธิในการเลือกตั้ง และ สิทธิทางการเมืองอื่นๆ และโจมตีอำนาจรัฐของชนชั้นนายทุน
คศ.1846 กรรมกรซิลิเลีย-เยอรมันต่อต้านการกดขี่ของชนชั้นนายทุน และเกิดการปะทะด้วยอาวุธกับทหาร-ตำรวจ
เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ชนชั้นกรรมาชีพได้พลิกโฉมประวัติศาสตร์ในฐานะพลังขับเคลื่อนทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่สู่อิสรภาพ แต่การนำของพรรคการเมืองชนชั้นกรรมาชีพประสบความพ่ายแพ้อย่างต่อเนื่อง ในที่สุดพวกเขาจำต้องแสวงหา ทฤษฎีปฏิวัติ ที่เป็นตรรกะวิทยาอย่างเร่งด่วนมากำหนดทิศทางการต่อสู้ และหนทางสู่ชัยชนะ
ภาระหน้าที่คิดค้นทฤษฎีลัทธิคอมมิวนิสต์ตกอยู่บนบ่าของมากร์ซ(คศ.1818-1883) และ เองเกลส์(คศ.1820-1895) ปรมาจารย์ปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ มาร์กซ และ เองเกลส์ ต่างถือกำเนิดในแคว้นไรน์แห่งปรัสเซีย(เยอรมัน)
ต้นศตวรรษที่ 19 เศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ระบอบการปกครองแบบศักดินาโดยเจ้าผู้ครองนคร ขุนนาง และ นายทุนที่ดินกลับเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาระบอบทุนนิยมเสรี จึงเกิดลิ่มความขัดแย้งทางชนชั้นที่แหลมคม และ สลับซับซ้อน
พวกขุนนางไม่ถูกกับพวกนายทุน - พวกนายทุนไม่ถูกกับพวกกรรมกร เหล่านายทุนเองปรารถนาให้ประเทศเป็นเอกภาพ และล้มเลิกระบอบศักดินาเสีย แต่พวกเขาอ่อนแอขี้ขลาดตาขาวกลัวการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมาชีพเกิดใหม่จนขวัญหนีดีฝ่อ จึงประนีประนอมกับพวกนายทุนเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นการถูกปฏิวัติยึดอำนาจ-ทรัพย์สิน
มาร์กซในวัยหนุ่มหลังจบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเมื่อปี 1842 เริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองจากการเป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความลงนสพ.ไรน์ ก่อนขยับตำแหน่งขึ้นมาเป็นบรรณาธิการเสียเอง มาร์กซเป็นนักประชาธิปไตยหัวปฏิวัติที่มักสำรวจตรวจสอบสังคมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเข้าใจสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมวลชน
เมื่อทุนนิยมพัฒนาไป เจ้าของที่ดินรายใหญ่หน้าเลือดอาศัยอำนาจรัฐไปยึดครองที่ดินของชาวนาอย่างไม่หยุดยั้ง ความอยุติธรรมนี้ทำให้มาร์กซเป็นเดือดเป็นแค้นจึงเขียนโจมตีระบอบการปกครองของปรัสเซียอย่างไม่ปรานี เปิดโปงร่างกฎหมายตกเป็นเครื่องมือของชนชั้นปกครอง-นายทุนที่ดินในการปล้นสะดมภ์ขูดรีดประชาชนโดยเฉพาะ มาร์กซชี้นำว่าประชาชนผู้ยากไร้จักต้องใช้ความรุนแรงทำการปฏิวัติเท่านั้นจึงจะได้รับ อิสรภาพ
รัฐบาลปรัสเซียแสดงปฏิกริยาหวาดหวั่น มาร์กซ อย่างยิ่งจึงใช้วิธีการต่างๆนานาบีบมาร์กซลาออกจากบก.ในเดือนมีนาคมก่อนปิดนสพ.ไรน์ในเดือนเมษายน ปี 1843 มาร์กซหลบหนีภัยคุกคามของทางการไปอยู่ปารีส เข้าร่วมขบวนการกรรมกรฝรั่งเศสอย่างจริงจัง และยังติดต่อสัมพันธ์กับองค์การปฏิวัติของกรรมกรเยอรมันที่ลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสเป็นประจำ
ผลของการต่อสู้นี้ มาร์กซ ประจักษ์ว่า ปรัชญาจิตนิยม ของ เฮเกล ที่ท่านร่ำเรียนจากมหาวิทยาลัยนั้นตั้งสมมุติฐาน ผิด ปรัชญาดังกล่าวถือว่ารัฐและกฎหมายคือระบอบการปกครองเหนือชนชั้นอย่างสมเหตุผล แต่ในความเป็นจริงชนชั้นใดเขียนกฎหมายก็เพื่อสร้างอภิสิทธิ์แก่ชนชั้นปกครองเหล่านั้นทั้งสิ้น
มาร์กซค้นคว้าตรรกะวิทยาขนานใหญ่เพื่อสถาปนาทฤษฎีตอบสนองการต่อสู้ปฏิวัติของกรรมกร ท่านเชื่อว่าชนชั้นกรรมาชีพและมวลชนผู้ใช้แรงงานอันยิ่งใหญ่ไพศาลคือพลังบริสุทธิ์ในการพลิกประวัติศาสตร์โลก ช่วงนี้มาร์กซเปลี่ยนจากนักประชาธิปไตยหัวปฏิวัติมาเป็นผู้นำลัทธิคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์
เองเกลส์ ใช้ชีวิตอยู่ในเขตอุตสาหกรรมเจริญที่สุดของเยอรมันมาตั้งแต่เยาว์วัย ประสบพบเห็นชีวิตอันทุกข์ระทมขมขื่นของกรรมกรด้วย ตา ตนเอง ในบรรดาเด็กๆ 2,500 คนละแลกบ้านเกิดของท่านส่วนใหญ่จำต้องทำงานในโรงงานไม่มีโอกาสได้เข้าโรงเรียน เองเกลส์ชิงชังระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช และชนชั้นขูดรีด(กดุมพี)อย่างเข้ากระดูกดำ
ปี 1839 เองเกลส์ได้ข้อสรุปว่าวิธีโค่นล้มระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชจะต้องใช้วิธีการปฏิวัติ-ปลดแอกมวลชนเท่านั้น เองเกลส์กลายเป็นนักประชาธิปไตยหัวปฏิวัติคนหนึ่งท่ามกลางการต่อสู้คัดค้านระบอบขุนศึกศักดินาที่เสื่อมโทรม และการกดขี่ของทุนนิยมสามานย์
ปี 1842 เองเกลส์ถูกบิดาส่งไปทำงานที่ออฟฟิศในเมืองแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ แมนเชสเตอร์ไม่เป็นเพียงศูนย์กลางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของอังกฤษเท่านั้น แต่ยังเป็นเมืองศูนย์กลางแห่งการเคลื่อนไหวเรียกร้องรัฐธรรมนูญด้วย เองเกลส์ติดต่อสัมพันธ์กับชนชั้นกรรมาชีพยุคปัจจุบันอย่างกว้างขวาง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการเคลื่อนไหวทางการเมือง และเขียนบทความลงนสพ.ดาวเหนือเป็นประจำ
ปี 1845 เองเกลส์เขียนเรื่อง เค้าโครงวิพากษ์เศรษฐศาสตร์การเมือง โดยเผยให้เห็นว่าระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนเป็นต้นตอของความขัดแย้งทางการเมืองทั้งปวง เองเกลส์ได้เข้าไปคลุกคลีในหมู่กรรมกรอยู่เนืองนิจ สังเกตเห็นความยากจนข้นแค้นของกรรมกรด้วยตนเอง ได้อ่านข้อเขียนจำนวนมากเกี่ยวกับสถานะชนชั้นกรรมกร และค้นคว้าเพิ่มเติมจากเอกสารทางการแทบทุกชิ้น
ท่านตีพิมพ์หนังสือชื่อ สภาวการณ์ของชนชั้นกรรมกรอังกฤษ พรรณนาถึงความทุกข์ยากลำเค็ญ และความเครียดแค้นชิงชังของผู้ใช้แรงงานต่อระบอบทุนนิยมอันแสนชั่วร้าย หนังสือเล่มนี้ชี้ทางสวรรค์ว่าชนชั้นกรรมาชีพเป็นพลังอันแท้จริงในการโค่นล้มชนชั้นนายทุน ปลดปล่อยตนเองและผู้ถูกกดขี่ทั้งมวล
สรุป การเคลื่อนไหวของกรรมกรจักต้องประสานเป็นหนึ่งเดียวกับลัทธิคอมมิวนิสต์
ระหว่างเองเกลส์พำนักที่อังกฤษนั้น ท่านเปลี่ยนจากนักประชาธิปไตยหัวปฏิวัติมาเป็นสหายร่วมอุดมการณ์ลัทธิคอมมิวนิสต์โดยสมบูรณ์


ไตรภาคีที่มาของลัทธิคอมมิวนิสต์
- ปรัชญาคลาสสิกเยอรมัน จิตนิยม - เฮเกล และ วัตถุนิยม - ฟอยเออร์บัค เฮเกลเผยให้เห็นถึงโลกาภิวัฒน์ที่ว่า ตราบใดที่โลกไม่หยุดหมุน การเปลี่ยนแปลงย่อมเป็นนิรันดร์ ด้วยพลังจิตจักรวาล ฟอยเออร์บัคปฏิเสธความเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาโลก เขาเห็นว่าโลกนี้เป็นวัตถุดำรงอยู่โดยภววิสัย(ธรรมชาติ) มาร์กซ-เองเกลส์ นำแนวทางทั้งสองขั้วมาผสมผสานและตัดส่วนที่บกพร่องทิ้งไป
- เศรษฐศาสตร์การเมืองคลาสสิกอังกฤษ ได้รับอิทธิพลจาก อดัม สมิธ และ เดวิด ริคาโด พวกเขาวางรากฐานทฤษฎีมูลค่าแรงงานไว้มั่นคงว่า มูลค่าของสินค้าเกิดจากนายทุน และกรรมกรร่วมกันกำหนด มาร์กซ - เองเกลส์วิเคราะห์กระบวนการผลิตสินค้าแล้วสร้างทฤษฎีมูลค่าส่วนเกินขึ้น มาร์กซชี้ค่าแรงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของมูลค่าสินค้าที่กรรมกรสร้างขึ้นนั้นคือที่มาแห่ง กำไร ของนายทุน การเอาเปรียบกินแรงยังดำรงอยู่เสมอมา
- ลัทธิสังคมนิยมอุดมคติ ได้รับอิทธิพลจาก แซงซิมอง-ฟูริแอร์ แห่งฝรั่งเศส และ โรเบิร์ต โอเวน แห่งอังกฤษ พวกเขามองเห็นอาชญากรรมของระบอบกรรมสิทธิ์เอกชน สังคมทุนนิยม เป็น สวรรค์ของคนรวย - นรกของคนจน พวกเขาเสนอโครงการปฏิรูปสังคมโดยฝากความหวังไว้กับชนชั้นปกครอง คิดว่าเหล่าขุนนางและนายทุนจะเต็มใจยอมรับเงื่อนไข มาร์กซ-เองเกลส์ ดัดแปลงทฤษฎีสังคมนิยมอุดมคติให้มีผลในทางปฏิบัติ ผ่านการปฏิวัติด้วยความรุนแรง - โค่นล้มการปกครองของชนชั้นขุนศึกศักดินาสวามิภักดิ์
เหมาเจ๋อตง กล่าวว่า " ความคิดที่ถูกต้องของคนเราได้มาจากปฏิบัติการทางสังคมใน 3 มิติ คือ การต่อสู้ทางการผลิต การต่อสู้ทางชนชั้น และ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เท่านั้น "
สาเหตุที่มาร์กซ-เองเกลส์ สร้างทฤษฎีลัทธิคอมมิวนิสต์สำเร็จเพราะตกผลึกทางความคิดตามตรรกะวิทยาศาสตร์ และมีประสบการณ์ในการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างโชกโชน คือ ท่านเก่งทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ..
ลัทธิแก้ - ไวรัสระบอบคอมมิวนิสต์
ลัทธิสังคมนิยมเพ้อฝัน โดย เวทลิน ,กรรมกรตัดเย็บเสื้อผ้าชาวเยอรมัน แม้จะเป็นปรปักษ์กับสังคมทุนนิยมแต่เขาไม่เข้าใจวิธีการปลดแอกผู้ใช้แรงงานตามวัตถุประสงค์ " ระบอบสังคมที่มีด้วยกันใช้ด้วยกัน " เขาไม่คิดอาศัยชนชั้นกรรมาชีพดำเนินการปฏิวัติ แต่ต้องการให้เกิดจราจลจากคนส่วนน้อยที่ลำบากยากจน และคนจรจัด มาร์กซเห็นว่าแนวทางนี้ไร้ประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนมวลชน รังแต่จะนำขบวนการกรรมกรไปสู่หนทางวิบัติ
มาร์กซ-เองเกลส์ เคยช่วยเหลือเขาหลายครั้งเพื่อให้เขาปรับปรุงตัว แก้ไขความคิดผิดพลาดเสีย และหันมาสู่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ เวทลิน หัวรั้น ยึดมั่นในจุดยืนเดิม ในที่สุดมาร์กซจำต้องประกาศแยกทางกับเขาเด็ดขาดอย่างเปิดเผย
ลัทธิสังคมนิยมแท้ โดย กรูน ,ปัญญาชนนายทุน เมื่อปี คศ.1844 พวกเขาใช้ศัพย์แสงที่เป็นนามธรรมสวยหรู เช่น ภราดรภาพ เสรีภาพ มนุษยธรรม .. และ ธัมมะชั่วนิรันดร์ มาคัดค้านการปฏิวัติ หลอกให้เหล่ากรรมกรห่างเหินจากการต่อสู้ทางชนชั้น มาร์กซ-เองเกลส์ชี้ว่าพวกนี้เป็น สังคมนิยมเทียม มุ่งกลบเกลื่อนความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้ระหว่างชนชั้นกรรมาชีพกับชนชั้นนายทุน เพื่อตัดไฟแต่ต้นลม มาร์กซ - เองเกลลส์เขียน จดหมายเวียน คัดค้าน กรูน เปิดโปงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่ปรานี
ลัทธิปรูดอง โดย ปรูดอง ,นักคิดชนชั้นนายทุนฝรั่งเศสเจ้าตำรับลัทธิอนาธิปไตย เขาคัดค้านระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนขนาดใหญ่ แต่จะให้ดำรงไว้ซึ่งระบอบกรรมสิทธิ์เอกชนขนาดเล็ก โดยให้ผู้ผลิตรายย่อยรวมตัวกันจัดตั้ง สหกรณ์ ตั้งธนาคารแลกเปลี่ยนเพื่อสนองสินเชื่อปลอดดอกเบี้ย หลีกเลี่ยงจากการขูดรีดของพ่อค้า-นักฉวยโอกาส การเคลื่อนไหวทั้งปวงของปรูดองมุ่งรับใช้สังคมทุนนิยม เขาจึงโจมตีลัทธิคอมมิวนิสต์-ต่อต้านอำนาจรัฐ ปฏิเสธการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ
ลัทธิปรูดองแพร่หลายอย่างมากในเยอรมัน ส่งผลสะเทือนต่อขบวนการกรรมกร และการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนักหน่วง มาร์กซ-เองเกลส์บดขยี้กระแสความคิดสังคมนิยมจอมปลอมให้แหลกราญโดยใช้ จุดแข็ง จากการต่อสู้อันยาวนานของชนชั้นกรรมาชีพนานาประเทศ ซึ่งเน้นหนักว่าเป็นไปเพื่อความสมบูรณ์พูนสุขของชนชั้นผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง ด้วยการปฏิวัติโค่นล้มระบอบการปกครองแบบเก่า มาร์กซ-เองเกลส์ตอกย้ำว่าทุนนิยมจักต้องพินาศดับสูญ สังคมนิยมต้องได้รับชัยชนะถาวรเพื่อเป็นมรดกตกทอดแห่งยุคสมัย

จบเพียงเท่านี้ก่อนนะครับ .. ข้อเขียนข้างต้นครอบคลุมเนื้อหา 36 จาก 96 หน้า เรียบเรียงใหม่ด้วยสำนวนภาษาที่น่าจะเร้าใจ ชวนอ่าน ตอนกลางหนังสือเป็นต้นไปมีรายละเอียดที่ผมเองควรจะค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น
มาร์กซ-เองเกลส์คิดการณ์ไกลจึงก่อตั้ง คณะกรรมการสื่อสารลัทธิคอมมิวนิสต์ (วอร์รูม-ประชาสัมพันธ์เชิงรุก) ขึ้นที่กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม เพื่อเชื่อมโยงนักลัทธิคอมมิวนิสต์ และองค์การกรรมกรในประเทศต่างๆโดยเฉพาะ สันนิบาตผู้รักความเป็นธรรม เดิมคือ สมาคมลับ ที่ก่อตั้งขึ้นในปารีสโดยกลุ่มผู้ใช้แรงงานเยอรมันที่ออกไปหากินต่างประเทศ มีคำขวัญขององค์การว่า " ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องกัน "
ประชุมสมัชชาครั้งที่ 1 ในปี คศ.1847 ตั้งคำขวัญใหม่ว่า " ชนชั้นกรรมาชีพจงรวมกันเข้า " ในการประชุมสมัชชาครั้งที่ 2 คศ.1848 มาร์กซ-เองเกลส์ได้ร่างแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ อันลือลั่น เลนิน-สตาลิน-เหมาเจ๋อตง,นำแนวทางนี้ไปปฏิวัติบ้านเกิดเมืองนอน คือ สหภาพโซเวียต และ สาธารณรัฐประชาชนจีน แผ่อิทธิพลคุกคามโลกเสรีนิยมตามทฤษฎีโดมิโน่ ก่อให้เกิดสงครามเย็นอยู่หลายสิบปี ก่อนจะพ่ายแพ้ระบอบบริโภคนิยมภายหลังจากจัดระเบียบโลกใหม่(โลกาภิวัฒน์)โดยมี จักรวรรดินิยมอเมริกา เป็นผู้นำ
รัฐไทยไม่ยอมตกขบวนนี้ พรรคการเมืองใหญ่นำแนวทาง การตลาด-ประชานิยม ปูพรมซื้อใจผู้คน(คะแนนเสียง)ระดับรากหญ้า สถาปนา บริษัท ประเทศไทย จำกัด(มหาชน) ซึ่งมีแนวโน้มจะทำลายรัฐชาติ วิถีชีวิตความเป็นอยู่-วัฒนธรรมพื้นบ้าน และ ระบอบศักดินาสวามิภักดิ์ ให้ล่มสลายจึงถูกรัฐประหารเมื่อ 19 กย.2549 แล้วเชิดชู ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขึ้นมาขับเคลื่อนรัฐนาวา
นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า ยูโทเปีย-ทอมัส มอร์ คือแรงบันดาลใจของคติลัทธิต่างๆที่มุ่งปฏิวัติสังคมอยู่เสมอ เช่น อนาแ บ็บติสท์ม มอร์มอนนิสม์ .. และ ลัทธิคอมมิวนิสต์ด้วย หารู้ไม่ผู้รจนางานเขียนนี้ตาม Republic ของ เพลโต หรือ Politics ของ อริสโตเติล หลักการสำคัญนั้นเลียนแบบ บันทึกการเดินทาง(New World คศ.1501) ของ อเมริโก เวสปุสชี ,พ่อค้าชาวฟลอเร้นซ์ผู้ค้นพบทวีปอเมริกาใต้ที่ว่า
" ผู้คนซึ่งไม่มีทรัพย์สมบัติส่วนตัว ทุกสิ่งทุกอย่างถือเป็นของกลาง พวกเขาอยู่ร่วมกันโดยปราศจากกษัตริย์ ปราศจากรัฐบาล และทุกๆคนเป็นนายตัวเอง .. พวกเขาอยู่ตามธรรมชาติ และอาจกล่าวได้ว่าเป็นพวกเอปิคคิวเรียนมากกว่าพวกสโตอิค มีทองคำอยู่ใต้ดินแดนนี้มหาศาลแต่ไม่ถือว่ามีราคาค่างวดอย่างใด "
หนังสืออ้างอิง กำเนิดลัทธิมาร์กซ และ ประวัติศาสตร์บางตอนของขบวนการกรรมกรสากล กลุ่มวิหคเหิร-สำนักพิมพ์นกฮูก พิมพ์ครั้งที่ 2 พศ.2543 ราคา 40 บาท