นิตยสารทรงคุณค่าน่าสะสม
39

Jeon Ji-Hyun : ͹  ͹
39.

       mars : exclusive interview with Jeon Ji - Hyun number 12 October 2003 80 baht
mars : ผมเห็นคุณใน my sassy girl แล้วรู้สึกชอบมากๆอยากพบตัวจริง ไม่คิดว่าวันนี้จะได้มาเจอ คุณรู้ตัวไหมว่าคุณโด่งดังมากในต่างประเทศ
Jeon Ji-Hyun : ถ้าจะให้ฉันมานั่งพูดในเรื่องความดังของตัวเอง มันคงดูแปลกอยู่นะ แต่ฉันก็ทราบว่าหนังที่ฉันแสดงได้ไปฉายในหลายประเทศ ทั้ง ฮ่องกง ไต้หวัน และ ประเทศไทย

mars : คุณเริ่มต้นเข้าสู่โลกมายาจากความใฝ่ฝันของตัวเอง หรือแค่เดินเล่นจู่ๆก็เข้าตาแมวมอง
Jeon Ji-Hyun : ตอนที่ฉันเริ่มต้นเข้าวงการนี้ครั้งแรก ฉันยังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 คือยังเด็กมากสำหรับงานถ่ายแฟชั่นในหนังสือวัยรุ่น ได้รับเชิญในบทเล็กๆของละครบางเรื่อง แต่ก็ไม่ใช่ว่าฉันต้องการที่จะมาเป็นดาราหรอกนะ ฉันถูกคนชักชวนมา

     พอเริ่มต้นกับงานทางการแสดง จึงรู้ว่ามันไม่ใช่ของง่ายสักนิด ฉันจึงคิดว่าควรจะศึกษาเรื่องการแสดงอย่างจริงจัง ฉันใช้เวลาเกือบจะครบ 4 ปี ในรั้วมหาวิทยาลัยทงกุ๊ก กับสาขาการละคร ที่จริงฉันรับงานแสดงแค่ช่วงปิดเทอมเท่านั้น ฉันไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะเป็นนักแสดงอาชีพ

     งานแสดงเป็นสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของฉันเองตามธรรมชาติ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้ไขว่คว้าหรือตั้งแง่กับมัน เมื่อสิ่งนี้เข้ามาในชีวิตแล้ว กลมกลืนไปกับตัวตนและการใช้ชีวิตของฉัน โดยไม่รู้สึกอึดอัดขัดแย้ง ฉันก็ชอบนะ มันจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว

mars : ตัวจริงคุณเหมือนอย่างในหนังหรือเปล่า
Jeon Ji-Hyun : เคยมีผู้ชมเปรียบเทียบบุคลิกฉันกับในหนัง IL Mare ซึ่งฉันจะดูอ่อนหวานมาก .. ฉันบอกไม่ถูกหรอกว่าฉันเป็นแบบไหนกันแน่ คาแร็กเตอร์ในหนังก็เป็นเรื่องของหนัง อาจมีนิสัยบางส่วนฉันเจือปนนิดนึง อย่าง Yupgi Girl ก็มีอารมณ์สนุกสนานคล้ายชีวิตจริงตังเอง คงไม่เป็นเหมือนในหนังทั้งหมด

mars : คุณมีแฟนหรือยัง คุณจะเลือกเอง หรือปล่อยไปตามพรหมลิขิตเหมือนหนังที่คุณแสดง
Jeon Ji-Hyun : ฉัน
ยังไม่มีแฟนเลยค่ะ ขนาดเพื่อนยังไม่ค่อยมีเลย จะให้มีแฟนได้อย่างไร มีคนถามเรื่องความรักฉันเยอะมาก .. ฉันเชื่อมั่นในศาสนาพุทธ เรื่องของ พรหมลิขิต จึงเป็นสิ่งที่ฉันคิดอยู่เหมือนกัน การถือเคล็ดอายุระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายควรห่างกันเป็น เลขคู่ 2 4 อะไรทำนองนี้ เรื่องสัญชาติฉันไม่เกี่ยง โดยรวมแล้วฉันไม่ได้มีสเป็กเรื่องผู้ชายเลยนะ

mars : ตอนนี้ชีวิตคุณเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
Jeon Ji-Hyun : ฉันไม่มีปัญหาอะไรนะ ฉันก็ยังใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์สบายๆอย่างนี้แหละ ตอนไปมหาวิทยาลัยก็ไม่มีปัญหา แต่ที่ฉันกลุ้มใจคือเรื่องโทรศัพท์มือถือ เพราะมีคนรู้เบอร์โทรของฉันเยอะมาก ถูกแอบถ่ายรูปเอาไปลงอินเทอร์เน็ต บางช่วงเดินเล่นตามห้างสรรพสินค้า ดูเหมือนจะมีคนจำฉันไม่ค่อยได้นักหรอก 

mars : คุณเหนื่อยกับสิ่งที่ทำอยู่ไหม
Jeon Ji-Hyun : อย่า
ถามอย่างนั้นเลยค่ะ ยังมีคนอีกหลายอาชีพที่เหนื่อยกว่าฉันอีกเยอะ ฉันสบายมากแล้ว ..


credit: 1. mars magazine 2. Lovely Ji Hyun Thailand FanClub 3. IL Mare movie script (Thai
) 4. must say goodbye : wma



     เรา lulla ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ จีฮยอน เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 ที่เมเจอร์รัชโยธิน เนื่องจากเราไม่ใช่นักข่าวมืออาชีพหรืออะไรเทือกนั้น ก็จะขอเล่าในฐานะแฟนคนหนึ่งละกันนะคะ แล้วก็ขออภัยด้วยที่รูปห่วย (กล้องอนาถ + คนถ่ายอนาถ) ขอประทานโทษชาวพันทิพทุกคนด้วยนะคะที่ทำหน้าที่ได้ไม่ดีพอ

     เอาละ เล่าเลยนะคะ สองอมยิ้มจากพันทิพ (lulla และ nong)ถ่อไปถึงเมเจอร์ รัชโยธินตั้งกะเที่ยงกว่า ๆ แต่กว่า jeon ji-hyun และ jang hyuk (ต่อไปนี้ขอเรียกว่า จีฮยอนและจางฮยอก) จะมาถึงก็ราว ๆ บ่าย 3 กว่า ๆ ค่ะ แสงแฟลชแวบกระจาย เราก็เตรียมกล้องสุดฤทธิ์กะว่าสองคนเดินผ่านเราปุ๊บจะได้ภาพสวย ๆ มาฝากเพื่อน ๆ แน่ แต่ด้วยความ panic เลยได้มาแค่เศษเสี้ยวของหน้าจางฮยอก T_T (กล้องไม่ร่วงจากมือก็บุญแล้ว) ทั้งสองคนน่ารักมาก ๆ ค่ะ ยิ้มแย้ม จีฮยอนใส่หมวกมาน่ารักมากเลย :D

     สื่อสัมภาษณ์เขาแบ่งเป็น 5 รอบค่ะ โดยแต่ละรอบมีสื่อประมาณ 10 ฉบับให้เวลารอบละ 15 นาที ประมาณว่าได้ถามคนละคำถามก็หมดเวลาแล้ว รอบเดียวกับพันทิพก็มี tick a seat, a day, hamburger etc.. (จำผิดเปล่าไม่รู้ค่ะ เยอะมากอย่างที่บอก)

     เราก็รอ ๆ ๆ พอถึงเวลาก็รีบเดินเข้าไปในห้อง (platinum 2 major bowl เผื่อใครอยากไปนั่งเก้าอี้เดียวกับจีฮยอนและจางฮยอก) แล้วก็เตรียมถ่ายรูปแต่ทีมงานบอกว่างดถ่ายค่ะ หลังจากสัมภาษณ์ครบทุกรอบแล้วค่อยให้ถ่ายทีหลัง เราได้(แย่ง)นั่งข้างหน้า เห็นทั้งสองคนชัดมาก ๆ เลย เสียดายที่สมองถ่ายรูปไม่ได้ >_<

     คุณล่ามเป็นชาวเกาหลีที่เรียนภาษาไทยค่ะ เวลาถาม จางฮยอก จะเป็นคนตอบก่อน แล้ว จีฮยอนตอบทีหลัง โดยหลังจาก จางฮยอก ตอบเสร็จแล้ว ล่ามจะแปลให้พวกเราฟัง แล้ว จีฮยอน ค่อยตอบ แต่บางทีคำถามสั้น ๆ ก็แปลทีเดียวทั้งคู่ค่ะ ทั้งจางฮยอกและจีฮยอนตั้งใจตอบคำถามมาก ๆ ตอบทียาวมาก เลยทำให้ถามได้ไม่กี่คำถาม (เราได้ถามคำถามเดียว บางคนไม่ได้ถามเลย) แต่ด้วยความที่ทั้งคู่ตอบยาวแล้วใครจะไปจำได้หมดจริงไหมคะ เวลาล่ามแปลก็เลยอาจเหลือยาวไม่เท่า (แปลว่าสั้น) แล้วก็บางที เราก็ฟังล่ามพูดค่อยไม่รู้เรื่อง @_@ แต่ไม่ได้ตำหนิล่ามนะคะ ล่ามเก่งมากค่ะ :D แต่เห็นใจมากกว่าแค่จำภาษาไทยมาพูดต่อเรายังจำไม่ได้เลย นี่เขาต้องแปลด้วย (ที่สาธยายมาทั้งหมดนี้ ก็แค่จะ hint ว่า อภัยให้ด้วยนะคะที่ 15 นาทีเราเอามาเล่าต่อได้แค่นี้ >_< )

Q. ทำงานร่วมกันเป็นครั้งที่ 2 แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
hyuk: เราสองคนเคยทำ music video ด้วยกันมาก่อนครั้งหนึ่ง ก็เลยสะดวกสบายใจดี หนังเรื่องนี้ จริง ๆ แล้วเป็นหนังเศร้าแต่ตอนทำงานก็สนุกครับ เป็นเพราะผู้กำกับด้วย แล้วก็เพราะเป็นเพื่อนเก่าด้วย (คิดว่าหมายถึงจีฮยอน)
hyun: รู้สึกสะดวกแล้วก็สบายใจดีค่ะ แต่ติดอยู่จุดหนึ่งตอนแรกเป็นเพราะรู้จัก jang hyuk มานานแล้ว เหมือนกับเป็นเพื่อน เป็นพี่ชาย เลยรู้สึกหนักใจว่าจะมาแสดงเป็นคู่รักกันได้หรือเปล่า แต่พอถึงเวลาแสดงแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ jang hyuk ช่วยได้มากเลยค่ะ
(หมายเหตุ: จีฮยอนเคยมาถ่าย mv คู่กับ jang hyuk ในหลายเพลงในอัลบั้ม TJ Project ของ jang hyuk)

Q. ทำงานกับผู้กำกับกวักเจยองเป็นอย่างไรบ้าง
hyuk: เขาเป็นเพื่อนที่ดีมากครับ
hyun: รู้สึกเหมือนกับเป็นทั้งพ่อ เป็นทั้งเพื่อน แล้วก็พี่ชายเลยค่ะ นี่เป็นเรื่องที่ 2 แล้วที่ทำงานร่วมกัน
(หมายเหตุ: กวักเจยองคือผู้กำกับ My Sassy Girl และ The Classic)

Q. ได้เข้า fansite บ้างหรือเปล่า
hyuk: เคยเข้า fansite ของเกาหลีครับ ตอนนั้นได้ post ข้อความลงไปด้วย :)
hyun: เคยเข้าเหมือนกันค่ะ แต่ว่าไม่เคย post เวลาเข้า fansite แล้วก็มีแต่คนที่ชอบเรา แล้วก็เขียนชมเราอะไรแบบนี้ ทำให้รู้สึกอายแล้วก็รู้สึกอวดตัวค่ะ (คิดว่าหมายถึงหลงตัวเองนะคะ)

Q. มีเทคนิคในการแสดงหนัง Romantic Comedy อย่างไรบ้าง
hyuk: เวลาแสดงผมไม่ได้คิดว่าแสดงออกมาแล้วต้องให้ตลกนะครับ ก็แสดงไปให้ดีที่สุด แสดงไปตามสถานการณ์(บท)ครับ
hyun: ไม่มีเทคนิคเหมือนกันค่ะ แต่ด้วยความที่ผู้กำกับเป็นเพื่อนที่ดีมาก เลยทำให้สบายใจเวลาแสดงค่ะ

Q. ภาพยนตร์เรื่อง windstruck เข้าฉายในไทยในชื่อว่า ยัยตัวร้ายกับนายเซ่อซ่า ถ้าอยากให้ตั้งชื่อใหม่ตามบุคลิกของตัวละครในเรื่อง คุณอยากตั้งว่าอะไร
(ตรงนี้เกิดความพยายามอธิบายอย่างใหญ่หลวงว่ายัยตัวร้ายกับนายเซ่อซ่าคืออะไร เห็นใจล่ามมากค่ะ สุดท้ายล่ามสรุปได้ว่าทั้งสองคนไม่เข้าใจว่าตัวร้ายกับเซ่อซ่านี่มันอะไร แต่เข้าใจว่าแต่ละประเทศก็ต้องตั้งชื่อไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ตรงนี้ล่ามได้บอกกับทั้งสองคนด้วยว่าเรื่อง my sassy girl มีชื่อไทยว่ายัยตัวร้ายกับนายเจี๋ยมเจี้ยม และยัยตัวร้ายหมายถึงจีฮยอนในเรื่อง จีฮยอนเลยแสดงความคิดเห็นว่า)
hyun: จริง ๆ จะพูดว่า Windstruck เป็น My Sassy Girl ภาค 2 ก็ได้ เพราะผู้กำกับกับนางเอกก็ชุดเดิม แต่เนื้อเรื่องกับอารมณ์หนังจะไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้น จะดูเป็นหนังใหม่เรื่องหนึ่ง หรือจะดูเป็นภาค 2 ของ My Sassy Girl ก็ได้ค่ะ
hyuk: อย่างที่จีฮยอนบอกว่า Windstruck จะมองว่าเป็น My Sassy Girl 2 ก็ได้ครับ อยากให้มาดูกันเยอะ ๆ ครับ


Q.รู้สึกยังไงที่มาดังในตปท.
(ทั้งสองคนเงียบอยู่นานนิดนึง ไม่มีใครยอมตอบก่อน คงเขินที่ถูกชมว่าดัง อึ้ง ๆ ไปสักพักก็หัวเราะกันทั้งห้อง ก่อนที่จางฮยอกจะตอบก่อนตามฟอร์ม)
hyuk: ผมรู้อยู่แล้วว่าจีฮยอนดังมาก เป็น superstar ในเอเชีย ที่ได้มาเมืองไทยครั้งนี้ก็รู้สึกดีใจและภูมิใจมาก ก็ขอให้ทุกคนมาดูหนังให้เยอะ ๆ และสนุกครับ
hyun: รู้สึกตกใจมากที่มีคนไทยชอบมากขนาดนี้ ขอขอบคุณมากที่ให้กำลังใจและให้ความรัก ต่อไปนี้ฉันก็ยังเป็นนักแสดงต่อไป เมื่อมีหนังเรื่องใหม่ออกมาแล้ว ก็ขอให้ได้มาเจอกันแบบนี้อีกค่ะ

     แล้วก็หมดเวลาค่ะ >_< ก่อนจะถูกต้อนออกจากห้องเราแอบส่งยิ้มหวานให้ทั้งคู่ (จริง ๆ ส่งตลอดแหละค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ มันยิ้มเอง) แล้วก็ขอบคุณเขา (ไว้หลอกตัวเองว่าเคยคุยกับจีฮยอนและจางฮยอกแล้ว)

ต่อไปนี้ขอเล่าอะไรที่ไร้สาระแต่แฟนพันธุ์แท้คงอยากรู้
- เวลาจางฮยอกตอบและล่ามแปลเสร็จ จีฮยอนมักจะเงียบก่อนนิดนึงก่อนหันไปมองล่ามแล้วก็พูดว่า "ชอโด?" ประมาณว่า "ถามฉันด้วยหรือคะ?" ก่อนจะตอบ น่ารักมาก ๆ เลย :D :D ได้แต่คิดกับตัวเองในใจว่าทุกคนเขาก็อยากฟังจีฮยอนตอบคำถามทั้งนั้นแหละ ^_^ (แต่ไม่ได้บอก เวลาเป็นเงินเป็นทองนะคะ)

- สัมภาษณ์ประมาณ 2 ชั่วโมงกว่า ๆ จีฮยอน ไม่ออกมาเข้าห้องน้ำเลย ในขณะที่ จางฮยอก ออกมาเข้าห้องน้ำ 2 ครั้ง (พร้อมบอดี้การ์ดเพียบ แย่จริง :P)

- ตอนที่ให้เข้าไปถ่ายรูปหลังสัมภาษณ์ จีฮยอน ไหว้ตั้งหลายครั้งค่ะ (ไม่รู้จางฮยอกไหว้รึเปล่า ขอโทษค่ะ ตามันลำเอียง คอยแต่ไปมองจีฮยอน) แล้วก็พยายามเปลี่ยนโพสไปเรื่อย ๆ สมกับที่เป็นนางแบบมืออาชีพ :D :D

credit : lulla,pantip.com

       Love massage from IL Mare 
 1.The reason we are suffering is not because the love is end,but because it's still continues.Even after the love is over.
   เราทรมานใจเพราะรักยังคงอยู่ ไม่ใช่เพราะหมดรัก

2.Someone who's been to love is more beautiful than the one who haven't,even if that someone lost her love.Cheer up Eun Joo.
     รักแล้วพรากยังดีกว่าไม่เคยได้รักใครเลย ขอให้คุณรู้สึกดีขึ้นนะอุนจู

3.It's hard to bare when the lost memories flashes back to me.Do you have those memories Eun Joo?
Cola ! Someone told me that if you do the laundry you can forgot the memories those you want to erase.

     ผมรู้สึกเหมือนถูกความทรงจำซุ่มโจมตี คุณมีความทรงจำที่อยากจะลืมบ้างมั้ย .. เจ้าโคล่า การซักผ้าก็เป็นการบำบัดทางจิตได้เหมือนกัน

4.I can't admit anything ! Neither my father's death nor his love toward me.
     ผมยอมรับไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องความตายของพ่อ หรือความรักที่ท่านมีต่อผม

5.There are there things that cannot behide.Cough, Poverty and Love. As you try harder and harder those three apprears even cleary.but sometimes you really want to hide right?Then I just cry.When my head gets empty.I cry agian.Love someone or something makes pains on one heart by oneself.I want you to feel comfort Seung Hyun.
     มี 3 สิ่ง
ที่คนเราปิดบังไม่ได้คือ การไอ ความยากจน และ ความรัก ยิ่งพยายามปกปิดมันเท่าไหร่ มันยิ่งแสดงออกให้เห็น แต่มีหลายครั้งที่เราพยายามจะปกปิดมัน เมื่อสูญเสียคนรัก ฉันร้องไห้จนไม่มีแรงจะร้องอีกต่อไป ความรักกลับกลายเป็นความทุกข์เสียเอง

6.IL Mare looked lonely and solely house but it was warm because it was the place of love.There are so many different ways to express love but underneath of all those ways I believe there are only one love.It's been delivered a little late but I hope this collection of posthumoue work could help you to understand your father.
     อิล มาเร่
 เป็นบ้านที่ดูเหงา และ โดดเดี่ยว แต่มันก็อบอุ่นด้วยแรงบันดาลใจแห่งรัก .. รักมาหาเราในหลายรูปแบบ แต่มันก็เป็นรักแท้ หวังว่าหนังสืออนุสรณ์ของพ่อคุณจะช่วยให้คุณเข้าใจท่านได้

7.Those who I missed most were always far apart from me.May be that's because I missed them most.I was seven years old when my father left me.
     ทุกคน
ที่ผมรักมักอยู่ไกลเกินเอื้อม และคิดว่าผมเจ็บปวดเพราะพวกเขา ผมอายุ 7 ขวบตอนที่พ่อทิ้งผมไป

8.IL Mare sometimes make people so lonely.I was also sometimes lonely when I lived here.Seung Hyun do you have sometime?
     อิล มาเร่ ทำให้คนรู้สึกว้าเหว่ได้มากเลย ฉันรู้สึกอย่างนั้นตอนอยู่ที่นั่น ซุงยุนคุณเหงาบ้างไหม?

9.I waited for a while.I thought you will be there even if you have to wait for two years.Was this too much for you? Even if admonish myself not to think this way,but when people get closer to each other,they expect more to each other.I know but .. those ones I miss are so far apart from me.Were there too many things happened during those two years? I hope that you just forgotten our promise.
     ฉันรอ
อยู่สักพักหนึ่ง ฉันคิดว่าคุณต้องมา แม้ว่าคุณต้องรอถึง 2 ปีก็ตาม นานเกินไปสำหรับคุณหรือเปล่า ถึงแม้ว่าฉันห้ามตัวเองไม่ให้คิดเช่นนั้น แต่เมื่อคนเราใกล้ชิดกัน พวกเขาก็คาดหวังในกันและกัน ฉันรู้แต่ .. คนที่ฉันคิดถึงอยู่ไกลจากฉัน มีสิ่งต่างๆเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีนี้ใช่ไหม ฉันหวังว่าคุณแค่ลืมสัญญาของเรา

10.Why couldn't I keep the promise of meeting here? Neither promise nor Eun Joo is useless memory which will shoved away by the time.
     ทำไม
ผมจะรักษาสัญญาที่เรานัดเจอกันไว้ไม่ได้เล่า .. ทั้งๆที่คำมั่นสัญญา และ อุนจู ล้วนแต่เป็นความทรงจำอันมีค่า ซึ่งจะขับเคลื่อนวันเวลาให้ผ่านไป


     
credit : เอื้อมพร, เก็บเบี้ยใต้ถุนร้าน นิตยสารสตาร์พิคส์ sp.585 มิถุนายน 2545